เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.2894/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 9 ราย ประกอบด้วย นายนรายุทธ จำเลยที่ 1, บริษัท วีเพย์ จำกัด จำเลยที่ 2, บริษัท เฮงเพย์ จำกัด จำเลยที่ 3, นายนโรตม์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชายของ ดร.สังศิต อดีต สว., บริษัท เอชบี มิดเดิล กรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 5, น.ส.อำพร จำเลยที่ 6, บริษัท สุดสามารถ จำกัด จำเลยที่ 7, นายพิพัฒน์พงษ์ จำเลยที่ 8 และนายชัยนที จำเลยที่ 9 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, สมคบการฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 จำเลยได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนี จัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นกลุ่มบุคคลต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มที่เป็นเจ้าของบริหารจัดการเว็บไซต์ กลุ่มผู้ดูแลระบบ กลุ่มเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับ-โอนเงิน และกลุ่มเจ้าของระบบชำระเงิน ผู้เล่นการพนันจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่พวกจำเลยกำหนด

จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานพบว่า จำเลยกับพวกได้มีการโอนเงินที่ได้จากการพนันเข้าบัญชีหลายลำดับชั้น เพื่อแบ่งผลประโยชน์และโอนเงินคืนให้แก่ผู้เล่นที่ชนะพนัน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันจัดให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันออนไลน์ นอกจากนี้ จำเลยทั้งหมดได้สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีการจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทและแจ้งต่อธนาคารว่าประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ เพื่อขอใช้บริการ QR code ในการรับ-โอนเงินพนัน ซึ่งมีการโอนเงินในช่วงระหว่างเกิดเหตุเป็นจำนวนมหาศาล แบ่งเป็น 16 ช่วง รวมเป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ จำเลยยังได้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในโฉนดที่ดินมูลค่า 7,277,860 บาท, ทรัพย์สินเครื่องประดับจำนวน 10,000,000 บาท, รถยนต์ เล็กซัส, รถยนต์ เฟอร์รารี่ และรถยนต์ ซูบารุ การกระทำเหล่านี้เป็นการโอนย้ายทรัพย์สินเพื่อเปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มา หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด


ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 คนละ 3 เดือน ปรับจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5 และจำเลยที่ 7 คนละ 3,000 บาท
ในส่วนของฐานร่วมกันฟอกเงิน ศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 15 ปี 32 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 132 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 20 ปี, ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,006,000 บาท, ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 2,006,000 บาท, ปรับจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 13,706,000 บาท, ปรับจำเลยที่ 7 เป็นเงิน 3,006,000 บาท
สำหรับจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 9 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จำคุกคนละ 2 เดือน, ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้พนัน จำคุกคนละ 2 เดือน, และฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 9 คนละ 1 ปี 8 เดือน พร้อมทั้งสั่งริบของกลางทั้งหมด
